ดูแลตัวเองยังไงหลังศัลยกรรมจมูก

การดูแลหลังจากศัลยกรรมจมูกเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญและใครที่กำลังคิดจะไปทำต้องเรียนรู้เอาไว้ เพราะการดูแลตัวเองที่ดี ก็จะช่วยให้แผลหายบวมเร็วและจมูกเข้าที่เร็วอีกด้วย โดยวิธีการดูแลตัวเองหลังจากศัลยกรรมจมูกมีดังนี้

  1. อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม ซึ่งก่อนที่จะทำการผ่าตัดเราควรเตรียมซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น เจลประคบเย็น รวมทั้งอุปกรณ์ทำความสะอาดแผลอาทิ น้ำเกลือ, คอตตอนบัด, ผ้าก๊อส, ผ้าปิดปาก เป็นต้น
  2. เตรียมหมอนในการนอน โดยควรนอนให้ศีรษะอยู่สูงและต้องนอนหงาย ห้ามนอนตะแคง ซึ่งวิธีง่ายๆ คือ การเตรียมหมอนไว้ 2 ใบ แล้ววางเรียงให้เรานอนหัวสูงกว่าปกติ แต่ให้หลังยังติดพื้นไว้ พยายามจัดท่าทางการนอนให้สบายและสามารถหลับได้สนิท เพื่อการพักผ่อนที่เพียงพอ
  3. งดอาหารรสเผ็ด รสเค็ม และอาหารที่มีความมันเลี่ยน เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้อาการบวมลดลงได้ช้า รวมทั้งต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด, ออกกำลังกายหนัก, งดสูบบุหรี่ ด้วย
  4. ห้ามล้วง แคะ สูด เกา แกะ เศษต่างๆ ที่อยู่ภายในจมูก เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบได้ ควรใช้คอตตอนบัดแคะเบาๆ เท่านั้น
  5. การประคบเย็นควรทำ 48 ชั่วโมงต่อเนื่องหลังผ่าตัดเสร็จ เพราะหลังผ่าตัดจะมีอาการบอกช้ำของเนื้อบริเวณที่ผ่าทำให้เกิดอาการบวม ให้ประคบเย็นจะช่วยให้อาการบวมลดลงเร็วขึ้น โดยจะใช้เจลแพ็คประคบเย็นหรือผ้าขนหนูเปียกหมากๆ แช่ช่องแข็งก็ได้มาประคบสลับกัน โดยอาการบวมจะมีต่อเนื่องประมาณ 2 สัปดาห์ และช่วงหัวตาจะยุบช้าที่สุด หากรู้สึกว่าหัวตาโตกว่าปกติไม่ต้องกังวล เพราะไม่นานจะหายเป็นปกติเอง

มีเคล็ดลับการดูแลตัวเองที่ไม่อยากเลยจริงๆ เพียงแค่คุณใส่ใจและเตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนจะไปผ่าตัด เพื่อให้หลังจากศัลยกรรมจมูกแล้ว อาการบวมหายไปอย่างเร็ววันและได้จมูกใหม่ที่โด่ดเด่นกว่าใคร

 

บำรุงผิวง่ายๆด้วยเบบี้ออย

เบบี้ออย
เบบี้ออย

ผิวของเราแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป บางคนแพ้ง่าย บางคนแพ้ยาก แล้วแต่ว่าเกิดมาจากไหน และเผชิญหน้ากับสิ่งแวดล้อมอย่างไร แต่ไม่ว่าคุณจะมีสภาพผิวเช่นไร ทุกคนก็ล้วนแต่จำเป็นต่อการบำรุงผิวทั้งนั้น เพราะหากมีการบำรุงผิวที่ดีคุณก็จะดูดีขึ้นได้อีกหลายเท่าเลยละ

แต่เพราะความแตกต่าง หลายคนจึงไม่สามารถที่จะใช้ครีมบำรุงผิวที่รุนแรงมากๆได้ และจำเป็นต้องใช้ “เบบี้ออย” หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสำหรับเด็กในการบำรุงผิวตัวเองแทน

แต่นอกจากประโยชน์ที่เหมาะสมต่อเด็กหรือคนที่มีผิวแพ้ง่ายแล้ว คุณยังสามารถใช้เบบี้ออยในการทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอะไรตามมาดูกันเลยค่ะ

คุณประโยชน์ที่ควรรู้ของ “เบบี้ออย”

1. นวดตัวผ่อนคลายความเครียด

ไม่จำเป็นเลยกับการซื้อน้ำมันนวดตัวราคาแพง เพราะถ้าคุณอยากผ่อนคลายหรืออยากบำรุงผิวเช่นเดียวกับในร้านนวดหรือร้านสปา คุณก็สามารถบำรุงผิวหรือผ่อนคลายได้ด้วยเบบี้ออยด้วยวิธีง่ายๆได้โดยการใช้เบบี้ออยแทนน้ำมันนวดตัว ซึ่งแม้ว่าเบบี้ออยอาจจะมีกลิ่นที่ไม่หอมเท่ากับน้ำมันอโรม่า แต่คุณสมบัติของเบบี้ออยก็ช่วยให้คุณสาวๆได้ผ่อนคลาย และเป็นการบำรุงผิวได้เป็นอย่างดีไม่แพ้กันเลย

2. ลดขี้หูอุดตัน

หลายคนลืมที่จะดูแลและทำความสะอาดส่วนที่เรียกว่าหูและใบหู เพราะไม่เห็นว่ามันสกปรกแค่ไหน หรือไม่รู้ว่าควรจะใช้อะไรในการทำความสะอาดมันดี หากใครยังไม่รู้เราขอแนะนำตัวช่วยเป็นเบบี้ออยนี่ละค่ะ รับรองว่าสามารถช่วยลดปัญหาขี้หูอุดตันได้เป็นอย่างดีแน่นอน

วิธีการ คือ 1)ใช้ก้านสำลีจุ่มเบบี้ออยแล้วสอดเข้าไปในช่องหู หรือ 2) นอนตะแคงและหยดเบบี้ออยลงไปในช่องหูประมาณ 5 หยด ทั้งสองวิธีนี้จะช่วยกำจัดคราบขี้หู ทำให้ขี้หูไหลออกมา และป้องกันปัญหาขี้หูอุดตันได้แล้ว
3. ช่วยลบเครื่องสำอางที่ดวงตา

รู้ไว้ซะว่าไม่ใช่แค่เมคอัพรีมูฟเวอร์เท่านั้นที่สามารถลบเครื่องสำอางได้ แต่เบบี้ออยก็สามารถใช้ล้างเครื่องสำอางออกได้อย่างหมดจดเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริเวณดวงตาที่เป็นส่วนที่อ่อนโยนและบอบบางที่สุดบนใบหน้า

วิธีการใช้เบบี้ออยในการทำความสะอาดผิวหน้า ก็คือ การหยดเบบี้ออยลงไปบนแผ่นสำลี แล้วเช็ดไปให้ทั่วหน้าอย่างเบามือ นอกจากเบบี้ออยจะช่วยลบคราบเครื่องสำอางได้แล้ว มากไปกว่านั้น น้ำมันจากเบบี้ออยยังช่วยบำรุงผิวของคุณได้อีกด้วย ได้ประโยชน์สองต่อเลยทีเดียว
4. บำรุงผิวให้ชุ่มชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ

นอกจากจะใช้เบบี้ออยในการทาผิวอย่างเดียวแล้ว การบำรุงผิวยังสามารถทำด้วยวิธีอื่นได้อีกหลายวิธี

โดยหากคุณเป็นคนชอบอาบน้ำ ขอแนะนำให้ลองหยดเบบี้ออยลงไปในอ่างอาบน้ำ จากนั้นก็แช่ตัวลงไปได้นานเต็มที่ ทั้งผ่อนคลายและทำให้ผิวได้รับการบำรุงอย่างชุ่มชื่นอย่างแท้จริง
5. ใช้เบบี้ออยหลังโกนหนวด

เบบี้ออยไม่ได้เหมาะกับเฉพาะสาวๆเพียงเท่านั้น แต่สำหรับหนุ่มที่ต้องโกนหนวดบ่อยๆ ก็สามารถใช้เบบี้ออยได้เช่นกัน เพราะผิวหนังหลังการโกนอาจถูกทำลายจนหยาบกร้านได้ การทาเบบี้ออยจึงเปรียบเสมือนการคืนความอ่อนนุ่ม คืนความชุ่มชื้น ป้องกันการเกิดขนคุด และลดการระคายเคืองได้เป็นอย่างดี ส่วนสาวๆที่ชอบโกนขนบ่อยก็สามารถใช้เบบี้ออยหลังการกำจัดเส้นขนบนร่างกายได้เช่นกัน

6. ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ผิวหนัง

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ผิวของคุณจะสูญเสียความอบอุ่นและชุ่มชื่นไปเป็นอย่างมาก เนื่องจากอากาศเย็นๆจะดูดเอาความชุ่มชื้นจากผิวของเราออกไป และเปลี่ยนผอวชุ่มชื่นให้กลายเป็นผิวที่แห้งและหยาบกร้านได้เลย

วิธีการป้องกันปัญหานี้ก็คือ การสร้างเกาะป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังด้วยการใช้เบบี้ออยหยดลงไปบนผิว แล้วทาหรือนวดผิวเป็นประจำ คุณสมบัติของเบบี้ออยจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวและให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี

7. ช่วยถนอมเท้าให้นียนนุ่ม

ใครที่ไม่ชอบสวมถุงเท้า หรือต้องเดินเท้าเปล่าบ่อยๆ ย่อมมีปัญหาส้นเท้าแห้งแตกเอาได้ง่ายๆ แต่ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยเบบี้ออย ของใช้ใกล้ตัวที่ทำให้คุณไม่ต้องทรมานอีกต่อไปเลย

วิธีก็คือ ทาเบบี้ออยที่ส้นเท้าทุกคืนก่อนนอน จากนั้นให้สวมถุงเท้าหุ้ม เพื่อให้เบบี้ออยค่อยๆซึมซาบเข้าสู่ผิวฝ่าเท้าได้ดีมากขึ้น
8. ช่วยลดรอยแตกลายหน้าท้อง

สำหรับคนมีครรภ์…เป็นธรรมดาที่หน้าท้องของคุณจะต้องขยายใหญ่เพราะมีเจ้าตัวเล็กอยู่ข้างใน การขยายหน้าท้องและการหดกลับอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือนทำให้คุณมีหน้าท้องที่แตกลายได้ ซึ่งคุณแม่ทุกท่านสามารถใช้เบบี้ออยแก้ไขปัญหานี้ได้ทั้งนั้น ขยันทาเสียหน่อยรับรองว่าคุ้ม

จะเห็นได้ว่า เบบี้ออยมีประโยชน์มากมายต่อตัวของเรา สามารถทดแทนครีมบำรุงผิวได้หลายต่อหลายชนิด แถมมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ใช้แล้วไม่มีโทษร้ายแรง ใครที่ยังไม่มีเบบี้ออยติดบ้าน ไปหามาใช้ด่วนเลย

คุณผู้ชายรู้ไว้ เตรียมตัวก่อนหัวล้าน

ในแต่ละวันคุณอาจจะสูญเสียเส้นผมไปโดยที่คุณไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำและซ้ำร้ายกว่านั้นเมื่อคุณยิ่งมีอายุมากขึ้นสัดส่วนของเส้นผมที่ร่วงหล่นจะมีแนวโน้มสูงกว่าอัตราเส้นผมงอกใหม่ อีกทั้งยังใช้เวลานานขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วยกว่าที่เส้นผมจะเจริญเติบโตเต็มที่ได้อย่างสมบูรณ์

หัวล้าน

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการผมร่วงในเพศชาย

อาการผมร่วงคือสัญญาณบอกถึงริ้วรอยโดยธรรมชาติ ประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ชายวัย 30 จะมีการเริ่มต้นอาการหัวเหม่งและประมาณสองในสามของผู้ชายวัย 60 จะหัวล้าน โดยมีปัจจัยสำคัญที่คุณผู้ชายควรเริ่มเตรียมพร้อมและศึกษาไว้แต่เนิ่นๆ

พันธุกรรมหรือฮอร์โมนเพศชาย (Androgenetic Alopecia)

มากกว่าร้อยละ 95 ของผมร่วงในผู้ชายมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศชาย เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายจะออกฤทธิ์ต่อเส้นผมจำเพาะบริเวณของศีรษะทำให้เส้นผมบางลงและหลุดร่วงได้ง่าย

ภาวะผมบาง (Telogen effluvium)

ภาวะผมบางหรือภาวะที่เส้นผมหลุดร่วงมากกว่าปกติก่อนเวลาอันควร จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุดังนี้

  • การเจ็บป่วยรุนแรงอาจมีอาการไข้สูงหรือการติดเชื้ออย่างรุนแรง
  • การผ่าตัดใหญ่หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง รวมทั้งโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
  • การรับยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด, ยาสำหรับโรคเกาต์หรือยาสำหรับการทำเคมีบำบัด (โรคมะเร็ง)
  • การขาดโปรตีนหรือวิตามินเอมากเกินไป
  • ระดับของธาตุเหล็กในเลือดต่ำ

ผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia areata)

เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดอาจเกิดขึ้นและหายไปเองได้และกลับมาเป็นซ้ำได้อีก มีหลายสาเหตุอาจเกิดจากภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของตนเองที่มีการโจมตีรูขุมขนทำให้เกิดการอักเสบและผมร่วงในบางบริเวณบ้างก็มีขนาดเท่าเหรียญบาทหรือใหญ่กว่านั้น

ผมร่วงแบบมีแผลเป็น (Cicatricial alopecia)

อาการผมร่วงแบบมีแผลเป็นเกิดจากการอักเสบรอบๆ รูขุมขน มีอาการคันร่วมด้วยในบางรายหรืออาจจะมีอาการเจ็บปวดและมีรอยแผลเป็นส่งผลให้เกิดการภาวะผมร่วงถาวร ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดการรักษาต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

รู้อย่างนี้แล้วคุณผู้ชายก็อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเอง หมั่นสำรวจและสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพหนังศีรษะแต่เนิ่นๆ ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ความเสี่ยงต่อการหัวล้านก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ขาเรียวเล็ก เป็นไปได้ด้วยโบท็อกซ์

ขาเรียวเล็ก
ขาเรียวเล็ก

ไม่ว่าสาวๆ คนไหน ก็ปรารถนามีขาที่เรียวเล็ก ใส่กางเกงขาสั้น ขายาวก็มั่นใจ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะขาเรียวเล็กได้ แม้บางคนจะมีร่างกายที่ผอม หุ่นดี มีเชฟ แต่ช่วงขากลับใหญ่ หรือบางคนก็ใหญ่เฉพาะต้นขา เพราะส่วนใหญ่แล้วไขมันมักจะไปสะสมอยู่ที่ช่วงต้นขา

การจะกระชับต้นขาให้เล็กลง เรียวได้อย่างใจ นอกจากการออกกำลังกายอย่างหนักแล้ว โบท็อกซ์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ไอดอลเกาหลีนิยมกันมาก เพราะโบท็อกซ์เป็นสารจากธรรมชาติที่เมื่อฉีดเข้าไปบริเวณใด ก็จะทำลดขนาดกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้เล็กลง ทำให้กล้ามเนื้อเหล่านั้นเป็นอัมพาตชั่วคราว มีความปลอดภัยสูง ได้ผลดี และไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัวด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะฉีดโบท็อกซ์เข้าบริเวณน่อง ตรงกล้ามเนื้อมัดใหญ่ สารโบท็อกซ์จะเข้าไปคลายกล้ามเนื้อบางส่วนในบริเวณน่อง แต่จะไม่มีผลต่อการยืนการเดินหรือการใช้ชีวิต เพราะจะมีกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ มาช่วยพยุงไว้ ซึ่งจะเห็นผลภายใน 2-4 สัปดาห์ หลังจากฉีดครั้งแรก และจะสามารถคงผลการรักษาไว้ได้ประมาณ 6-12 เดือนเลยทีเดียว ที่สำคัญการฉีดโบท็อกซ์ให้ขาเรียว ใช้เพียงการทายาชาเท่านั้น ใช้เวลาฉีดประมาณ 15-20 นาที เมื่อทำเสร็จจะมีแผลเป็นรอยเข็มเล็กๆ ที่บริเวณน่องเท่านั้น แนะนำว่าหลักจากฉีดโบท็อกซ์ ควรเคลื่อนไหวบริเวณที่ฉีด หรือควรเดินทุกๆ 15 นาที เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อให้สารโบท็อกซ์พุ่งตรงเข้าไปทำงานได้ถูกจุด และในระยะแรกไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ส่วนรอยจ้ำๆ เขียวๆ จากเข็มจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์

ดีงามขนาดนี้ สาวๆ คนไหนที่อยากจะมีขาเรียวเล็กได้อย่างใจ ก็อย่าลังเลกันอยู่เลย เพราะโบท็อกซ์ เป็นสารสุดมหัศจรรย์ที่สามารถเสกให้ขาของคุณเล็กเรียวได้อย่างที่ต้องการ

เตรียมตัวอย่างไรก่อนและหลังการทำ Fat Grafting

Fat Grafting
Fat Grafting

การทำ Fat Grafting เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นานาประเทศยอมรับและนิยมทำกันเป็นอย่างมาก การวิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาผิวตั้งแต่ระดับตื้นจนถึงระดับลึก สามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้เหมือนกับการทำสเต็มเซลล์ จึงทำให้เป็นนวัตกรรมที่ได้ผลจริงและดูเป็นธรรมชาติเป็นอย่างมาก ซึ่งการดูแลตัวเองก่อนและหลังการทำ Fat Grafting มีวิธีไม่ยุ่งยาก ดังนี้

ก่อนการทำ Fat Grafting

  1. เมื่อดูดไขมันแล้ว ควรจะพักร่างกายไม่ต่ำกว่า 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นตัวเต็มที่
  2. ก่อนการเข้าทำ Fat Grafting ควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีโรคประจำตัวและประวัติการแพ้ยา
  3. ต้องงดยาต้านเกล็ดเลือด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้ปวด น้ำมันปลา วิตามินอี วิตามินซี ไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการทำ Fat Grafting
  4. ไม่ควรทำ Fat Grafting ในช่วงที่มีประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายเสียเลือด

หลังการทำ Fat Grafting

  1. หลักเข้ารับการ Fat Grafting ควรจะประคบเย็น 48-72 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวม อาการเขียวช้ำ
  2. ห้ามดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 1 สัปดาห์ หลังจากทำ Fat Grafting มา
  3. ควรนอนหมอนสูงในช่วงที่มีอาการบวม
  4. ในช่วง 2-4 สัปดาห์แรก ไม่ควรออกกำลังกายหนักๆ
  5. ต้องทานยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง

การทำ Fat Grafting เป็นเหมือนการศัลยกรรม แต่ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ และไม่มีสิ่งแปลกปลอมอย่างอื่นเข้าสู่ร่างกายเรา ซึ่งเมื่อทำแล้วใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ บริเวณที่ทำจะเริ่มเข้ารูปและสังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ดูดีขึ้น และการฉีดเซลล์ไขมันเข้าไปนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างถาวร หรือประมาณ 8 ปี หลังจากนั้นเซลล์จะค่อยๆ ลดลงตามวัย ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ งานนี้ใครที่อยากจะได้ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ลง ช่วยเติมเต็มรอยร่องตีนกา และบริเวณอื่นๆ ทั่วทั้งร่างกาย Fat Grafting เป็นอีกทางเลือกที่บอกเลยว่าได้ผลอย่างใจที่คุณต้องการอย่างแน่นอน

ดั้งโด่งแต่ไม่สวย ตัดปีกจมูกช่วยให้ดูเป๊ะขึ้นได้

การตัดปีกจมูก เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้การเสริมจมูกของคุณดูดีขึ้นได้ หลายคนสงสัยทำไม บางคนเสริมจมูกซะดูโด่งเป็นสันแต่พอดูรวมๆ แล้วจมูกก็ยังไม่สวยหน้าก็ยังไม่เป๊ะอยู่ดี ทั้งนี้บอกเลยว่า เพราะยังไม่ได้ตัดปีกจมูกนั้นเอง

เพราะโดยทั่วไปแล้ว คำว่าจมูกสวยได้รูปนั้น คือต้องมีความยาวของจมูกที่เหมาะสมกับใบหน้าและปลายจมูกมีขนาดที่เล็กกว่าริมฝีปาก ลักษณะจะต้องค่อยๆ กว้างออกจนด้านบนสุดจนถึงด้านปลาย ดังนั้นหากใครที่มีจมูกบานๆ กลมๆ จึงทำให้การเสริมซิลิโคลนเข้าไปอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้จมูกดูสวยขึ้นได้อย่างแน่นอน จะออกแนวมีดั้งโด่งแต่ปลายจมูกบานไม่สมส่วนกับใบหน้า การตัดปีกจมูกร่วมด้วยจึงเป็นตัวช่วยที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการตกแต่งปีกจมูกนั้นจะช่วยให้ปลายจมูกเล็กลง สอดคล้องกับการเสริมจมูกที่เราทำไว้ ซึ่งจะช่วยให้ทรงจมูกของเราดูสวยขึ้น โดยคุณหมอจะใช้เทคนิคการลดความกว้างของปีกจมูกลง พร้อมๆ กับยกปลายจมูกให้โด่งขึ้น เพื่อให้สอดรับกับดั่งที่เสริมเอาไว้ ซึ่งบอกเลยว่าการตัดปีกจมูกนั้นเหมาะมากับผู้ที่มี จมูกแบนและปลายจมูกบานออก ผู้ที่มีปีกจมูกห้อยลงคล้ายคนจมูกหัก หรือผู้ที่มีปลายจมูกโดยรวมไม่เข้ากับใบหน้าอย่างที่สุด ใครที่เสริมจมูกแล้วไม่ได้ดั่งใจสักที งานนี้บอกเลยว่า ใส่ซิลิโคนที่จมูกอย่างเดียวไม่ได้นะจ๊ะ ต้องตกแต่งปีกจมูกด้วย จะได้ครบสูตรความสวยในแบบที่คุณต้องการ

ใครที่ทำจมูกมาแล้ว แต่ยังไม่พอใจ ก็ลองไปปรึกษาคุณหมอเรื่องการตัดปีกจมูกดู เพราะบอกเลยว่าจะช่วยให้ทรงจมูกของคุณดูสวยขึ้น ได้สัดส่วนขึ้น อย่างแน่นอน

ชะลอวัยด้วยโบท็อกซ์

อายุ เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ใครห้ามให้หยุดอยู่ที่ 18 ได้ เมื่ออายุเข้าสู่เลข 3 เลย 4 หรือสูงกว่านั้น ไม่แปลกอะไรที่ ใบหน้าของเราจะบ่งบอกถึงอายุ ริ้วรอยตามกาลเวลามาเยือน รอบดวงตาก็มีตีนกามาถามหา งานนี้ตัวช่วยชะลอวัย ที่สามารถหยุดสต็อปทุกปัญหาริ้วรอยได้ก็คือ โบท็อกซ์ เท่านั้น

ข้อดีของโบท็อกซ์ นอกจากจะช่วยลดริ้วรอยอย่างได้ผลแล้ว ยังเป็นการศัลยกรรมแบบที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเปิดแผล ไม่ต้องใช้ยาชา และยังเห็นผลเร็วหลังการทำเพียง 10 นาทีเท่านั้น สารโบท็อกซ์ เป็นสารมหัศจรรย์ที่ได้จากธรรมชาติ โดยเป็นโปรตีนบริสุทธิ์ที่สกัดได้จากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง หลักการทำงานของโบท็อกซ์ อธิบายง่ายมาก คือเมื่อเราฉีดเจ้าสารนี้เข้าไปตรงไหน สารก็จะเข้าไปจับตัวที่ปลายประสาทที่ต่อกับกล้ามเนื้อในบริเวณนั้น ทำให้กล้ามเนื้อเหล่านั้นคลายตัว ไม่เกร็งตัว ริ้วรอยต่างๆ จะค่อยๆ เรียบเนียนขึ้น เพราะกล้ามเนื้อคลายตัว แถมยังลดขนาดของกล้ามเนื้อเหล่านั้นให้เล็กลง หากฉีดลงบนบริเวณกรามก็จะช่วยปรับรูปหน้าได้ตามที่ต้องการ ซึ่งขั้นตอนการฉีดโบท็อกซ์ส่วนใหญ่จะไม่ใช้ยาชา เพราะเข็มที่ใช้มีขนาดเล็กมาก แพทย์บางคนจะประคบน้ำแข็งบริเวณที่จะฉีดเท่านั้น แต่ข้อเสียอย่างเดียวของโบท็อกซ์คือ จะสามารถคงสภาพความสวยให้คุณได้ประมาณ 6 เดือน แพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ฉีดซ้ำ 2-3 ครั้งต่อปี เพราะการฉีดอย่างต่อเนื่องจะทำให้ผลการฉีดครั้งต่อๆ อยู่ได้ยาวนานขึ้น แต่หากเราอยากจะหยุดฉีดก็สามารถทำได้เลยทันที โบท็อกซ์จะสลายตัวไปเองโดยจะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน

ต้องเรียกได้ว่า โบท็อกซ์ คือเพื่อนที่รู้ใจสาวๆ หนุ่มๆ ของจริงๆ ชะลอวัยได้อยู่หมัด ปัญหาริ้วรอยต่างๆ ไม่มารบกวน สวยแบบไม่ต้องกังวลเรื่องอายุกันเลยทีเดียว

เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปทำศัลยกรรม

การศัลยกรรม ในปัจจุบันกลายเป็นค่านิยมในเชิงบวกสำหรับทุกๆ คนไปแล้ว บางคนไม่ได้หาข้อมูลอะไรก่อน ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยก็ไปเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมแล้ว งานนี้บอกเลยว่าอาจจะเสี่ยงแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นวันนี้เรามาดูกันว่าก่อนที่จะนอนทำสวย ต้องรู้จัดเตรียมตัวกันก่อนจ๊ะ

  1. โรคประจำตัวของเรา หากท่านมีโรคประจำตัวและต้องทานยาอยู่เป็นประจำต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหอบหืด หรือเคยแพ้ยาอะไรบ้านรึเปล่า ถ้าหากเคยแพ้ ให้บอกเล่าอาการกับแพทย์อย่างชัดเจน และควรถามแพทย์ด้วยว่าก่อนผ่าตัดต้องทานยาตามปกติหรือว่าหยุดไว้ก่อน
  2. ก่อนหน้านี้เคยผ่าตัดมาก่อนต้องควรจะแจ้งรายละเอียดให้แพทย์ทราบโดยชัดเจน ว่าผ่าอะไร ผ่าด้วยวิธีไหน ดมยาสลบหรือใช้ยาชา แล้วมีผลแทรกซ้อนอะไรรึเปล่า
  3. ในคนที่สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้าเป็นประจำ ควรจะงดก่อนเข้าผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ – 1 เดือน เพราะการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่บ่อยๆ จะมีผลโดยตรงสำหรับผู้ที่ผ่าตัดโดยใช้วิธีดมยาสลบ โดยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากปอดทำงานไม่ดีได้ แลอาจจะมีอาการไอมากหลังผ่าตัด
  4. ควรวางแผนเรื่องงานให้ดีก่อนที่จะผ่าตัด เพราะหลังจากผ่าตัดแล้ว ควรรักษาสุขภาพและพักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ควรออกไปทำงานทั้งทีหลังจากทำศัลยกรรม แม้ว่าจะเป็นการศัลยกรรมเคสเล็กๆ ก็ตาม ควรพักผ่อนอยู่บ้านและทำตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  5. หากถึงวันผ่าตัดแล้วเกิดไม่สบายเล็กน้อย อาทิ ไข้หวัด มีผื่น ให้แจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น หรืออาจเลื่อนการผ่าตัดออกไปก่อน

และก่อนวันผ่าตัดควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้แข็งแรง เมื่อถึงเวลาทำศัลยกรรม ร่างกายจะได้ฟื้นตัวได้เร็ว และแผลหายระบบเร็วด้วย เห็นมั้ยค่ะว่าการปฏิบัติตัวก่อนเข้ารับการทำศัลยกรรมไม่ยากอย่างที่คิดเลย ยังไงก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติตามกันนะคะ

ดูแลแผลศัลยกรรมอย่างไรก่อนออกจากบ้าน

ในสังคมที่วุ่นวาย บ้างครั้งการลางานไปทำศัลยกรรมเป็นเวลานานๆ ไม่สามารถทำได้ แต่ด้วยความการศัลยกรรมในปัจจุบันมีวิวัฒนาการที่ก้าวไกล แผลขนาดเล็กลง ความเจ็บปวดน้อยลง ทำให้หลายชนิดการศัลยกรรมไม่จำเป็นต้องลางานด้วยซ้ำ แต่ใครที่กำลังจะคิดไปอัพหน้า วันนี้เรามีวิธีป้องกันแผลศัลยกรรมติดเชื้อเวลาต้องออกจากบ้านมาฝากกันคะ เพราะบางครั้งเราจำเป็นต้องออกจากบ้าน ไปทำงานหรือไปทำกิจกรรมอื่นๆ ในกรณีที่แผลยังไม่แห้ง ยิ่งจำเป็นต้องป้องกัน หรือแผลแห้งแล้วแต่ยังไม่สนิทก็ต้องป้องกันเหมือนกัน เพราะว่าฝุ่นละออง มลภาวะ และสิ่งสกปรกที่อยู่รอบตัวสามารถทำให้แผลติดเชื้อได้ทั้งนั้น โดยมีอุปกรณ์ป้องกันที่หาง่ายๆ ตามท้องตลาด ร้ายขายยาดังนี้

  1. หน้ากากอนามัย เป็นอุปกรณ์ที่ดีมากๆ ที่จะช่วยป้องกันฝุ่นละอองได้ เหมาะสำหรับแผลผ่าตัดที่ยังไม่สามารถโดนน้ำได้ หรือว่าแผลที่ยังไม่แห้งสนิท ใครที่ทำศัลยกรรมช่วงจมูก ปาก คาง เตรียมหน้ากากอนามัยไว้ด่วนเลยจ๊ะ
  2. ผ้าพันแผล เหมาะสำหรับแผลผ่าตัดที่ยังสดใหม่หรือชื่นอยู่ ซึ่งผ้าพันแผลนั้นช่วยป้องกันฝุ่งละอองได้ดีกว่าหน้ากากอนามัย แต่ใช้สำหรับแผลที่ยังชื่นอยู่เท่านั้น หากแผลเริ่มแห้งแล้วไม่ควรเอาผ้าพันแผลพันไว้ เพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นจนแผลหายช้ามากขึ้น
  3. พลาสเตอร์ติดแผล หายเป็นแผลเล็กๆ แนะนำให้ใช้พลาสเตอร์ปิดแผลก็พอ เพราะสะดวกเวลาเราเดินทางไปข้างนอกบ้านจะได้ไม่ต้องกังวลว่าพลาสเตอร์จะหลุด เรียกว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลในกรณีที่แผลมีขนาดเล็ก หรืออยู่ในจุดที่มือเอื้อมถึงยาก

เพียงแค่ดูแลป้องกันเป็นอย่างดีตามที่เราได้บอกข้างต้น ก็เชื่อได้ว่าเมื่อคุณออกจากบ้านหลังจากทำศัลยกรรมมา จะไม่สร้างปัญหาหรือทำให้เกิดแผลติดเชื้ออย่างแน่นอน

 

 

 

โบท็อกซ์ คืออะไรทำไมใครๆ ถึงได้ติดใจนัก

โบท็อกซ์
โบท็อกซ์

หลายคนได้ยินคำว่า โบท็อกซ์ มาเป็นเวลานาน และเคยไปฉีดเจ้าโบท็อกซ์นี้เข้าร่ายกายมาแล้วด้วย แต่ยังไม่เคยรับรู้เลยว่าจริงๆ แล้ว โบท็อกซ์ จริงๆ แล้วมันคือะไร ทำมาจากอะไร ดังนั้นวันนี้เรามาเริ่มต้นเรียนรู้กันคะ จะได้ใช้อย่างถูกต้อง

 

  1. โบท็อกซ์ เป็นสารจากธรรมชาติที่สกัดมาจากโปรตีน ครอสตริเดียว โบทูลินั่ม แต่เราอาจจะไม่ยินคำนี้กันนั้น เพราะเจ้าสารนี้มีชื่อทางการค้าว่า โบท็อกซ์ สั้นๆ เรียกง่าย จำง่าย
  2. ระยะแรก โบท็อกซ์ เป็นยาที่ใช้ทางการแพทย์ เพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้อคอกระตุก กล้ามเนื้อตากระตุก และอีกหลายๆ โรค แต่เมื่อฉีดสารนี้เข้าไปแล้ว ผลข้างเคียงที่ได้กลับทำให้คนไข้หน้าเต่งตึกกระชับขึ้น ทำให้ถูกพัฒนามาใช้เป็นสารลดริ้วรอยบนใบหน้าอย่างแพร่หลาย
  3. โบท็อกซ์ เป็นการดูแลผิวให้อ่อนเยาว์ลงได้ด้วยการใช้เวลาเพียง 10 นาที หลังการรักษา เรียกว่าเป็นการดูแลผิวที่เห็นผลเร็วที่สุดก็ว่าได้
  4. การทำงานของ โบท็อกซ์ คือเข้าไปยับยั้งการนำประสาทที่ส่งมายังกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นเกิดการคลายตัว ผิวหน้าของเราก็จะเรียบไร้ริ้วรอย แต่ในส่วนของการทำงานด้านอื่นๆ ของเส้นประสาทการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ จะทำงานเป็นปกติ หลายคนกลัวว่าโบท็อกซ์จะเข้าไปทำลายกล้ามเนื้อจนไม่สามารถขยับได้ อันนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิด
  5. ไม่ใช่แค่ช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าอย่างเดียว แต่โบท็อกซ์สามารถทำให้หน้าเรียวขึ้นได้อีกด้วย
  6. รู้หรือไม่ว่าหลังฉีดโบท็อกซ์ ควรจะอยู่ในท่านั่งหรือยืน ประมาณ 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการไหลไปที่อื่นๆ ของยานั้นเอง

เห็นมั้ยค่ะ ว่า โบท็อกซ์ เป็นตัวยาดีๆ ที่เราสามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ง่ายๆ ใครที่อยากสวย อยากดูดีดูมั่นใจทุกมิลลิเมตรบนใบหน้า ดูเหมือนว่า โบท็อกซ์ จะเป็นคำตอบของคุณได้ค่ะ เราขอแนะนำคลีนิคเสริมความงามที่ให้บริการทำโบท็อกซ์ Grand Esta ที่นี่คือศูนย์ให้บริการความงามแบบครบวงจร มาที่นี่ที่เดียวจบ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.grandesta.com จะมีคุณหมอน่ารักๆคอยตอบข้อสงสัยและแนะนำท่านค่ะ